NECNETWORK: เครือข่ายผู้ประกอบการใหม่

General News
เปลี่ยนโลกด้วยกลยุทธ์สีขาว "ลมตะวันออกกำลังพัดหวน" : ว.วชิรเมธี PDF Print E-mail
  
Monday, 12 October 2009 12:09

จาก ประชาชาติธุรกิจ

 Monday, October 12, 2009

          ในสังคมที่ไร้ที่พึ่งพิงและดูเหมือนจะไร้ทางออก ทุกภาคส่วนต่างถามหาสังคมแห่งความยั่งยืน ในงาน Software Park Annual Conference 2009 จึงจัดให้มีการบรรยายพิเศษเรื่อง กลยุทธ์สีขาวในการสร้างสรรค์สังคมในยุคเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยท่าน ว. วชิรเมธี (พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี)

          พระอาจารย์ ว. วชิรเมธี ได้แบ่งกลยุทธ์สีขาวออกเป็นสามภาค คือระดับบุคคล ระดับสังคม และระดับประเทศ ท่านกล่าวว่า กลยุทธ์สีขาว ก็คือ หลักธรรมนั่นเอง พระอาจารย์ใช้คำว่า "ลมตะวันออกกำลังพัดหวน" เพราะ หลังจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเต็ม รูปแบบพังพาบลงมา แม้แต่รางวัล โนเบลไพรซ์ ที่ให้กับนักเศรษฐศาสตร์ ล้วนแต่เป็นนักเศรษฐศาสตร์นอกกระแสทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นมูฮัมหมัด ยูนุส, อมาตยา เซน หรือแม้แต่พอล ครุกแมน

          มันบ่งบอกอะไรมันได้ บอกว่า

          "วันนี้แนวคิดของผู้นำโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว"

          กลยุทธ์สีขาว ในความหมายนี้ก็คือมโนธรรม อะไรก็ตามที่เอาธรรมเป็นตัวตั้ง คุณภาพชีวิตก็จะตามมา ฉะนั้นกลยุทธ์สีขาว ถ้าจะพูดในสามมิติ คือคุณภาพชีวิตที่ดี คุณภาพสังคมต้องน่าอยู่ คุณภาพประเทศต้องมีเกียรติภูมิ

          คุณภาพชีวิตที่ดี เกิดขึ้นได้อย่างไร

          เป็นที่น่าสังเกตว่า เงินไม่ได้เป็นตัววัดคุณภาพของชีวิต "หลายคนในโลกนี้มีเงินเดือนสูงมาก สูงกว่านายกรัฐมนตรี แต่มีคุณภาพชีวิตต่ำมาก มีความสุข ยากมาก แต่มีความทุกข์นี่ง่ายมาก ใช้เทคโนโลยีสูงมาก แต่สมาธิสั้นมาก"

          ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด พระอาจารย์ยกตัวอย่างท่านตีชนัท ฮันห์ ที่เคยเล่าให้ฟังถึงหลังบ้านซีอีโอคนหนึ่งที่บินมาเจริญกรรมฐาน ผู้ชายคนนั้นชื่อเฟรดเดอร์ริก เป็น ซีอีโอระดับสูงของบริษัทข้ามชาติ ในขณะที่เขาประสบความสำเร็จล้นในฐานะผู้บริหาร แต่เขาเริ่มลดเวลาที่ใช้ในบ้านลง ถึงวันเกิดลูกก็โทร.มาอวยพร วันครบรอบแต่งงานภรรยาเตรียมเค้กเอาไว้ เขาก็บอกว่าอยู่ในห้องประชุม หนักๆ เข้าไม่กลับบ้านเลย 

          เฟรดเดอร์ริกให้เหตุผลว่า ที่ทำทั้งหมดก็เพื่อภรรยาและลูก แต่ที่สำคัญก็คือเขาทิ้งบริษัทไม่ได้ ถ้าขาดเขาสามวัน บริษัทไปต่อไม่ได้ถึงสามปี เฟรดเดอร์ริกไปทำธุรกิจแล้วประสบอุบัติเหตุรถชนประสานงาเสียชีวิตในซากรถ ภรรยาร้องไห้เสียใจมาก จนผู้บริหารของบริษัทท่านหนึ่งต้องโทร.มาปลอบว่า คุณไม่ต้องเป็นห่วงนะ ทางเราดูแลทุกอย่าง เรื่องงานไม่ต้องกังวลด้วย ตอนนี้เราได้ผู้บริหารคนใหม่มาแทนสามี คุณแล้ว

          "ยังไม่ทันถึงสามวัน บริษัทโทร.มาบอกว่าเขาหาคนใหม่ได้แล้ว ภรรยาเศร้าจนไม่รู้จะเศร้าอย่างไร"

          นี่คือตัวอย่างของคนในโลกทุนนิยมเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร เงินเดือนสูงมาก แต่คุณภาพชีวิตต่ำมากประสบความสำเร็จในแวดวงธุรกิจ แต่ล้มเหลวในฐานะที่คุณเป็นมนุษย์

          เป็นสภาพชีวิตของมนุษย์ในรูปทุนนิยม เต็มรูปแบบที่มุ่งไปสู่กำไรสูงสุด จนหลงลืมบางอย่าง ของชีวิตไป นั่นก็คือ "คุณภาพชีวิต"

          ประเด็นต่อมาที่พระอาจารย์ได้ขยายความต่อ ก็คือกลยุทธ์สีขาว ต้องมาจากสังคมที่ดี ในเมืองไทย ปัญหาสังคมยังถูกละเลยอย่างสม่ำเสมอ วันดีคืนดี เดินๆ อยู่อาจจะมีคนกินยาบ้า เอาส้อมจิ้มคอก็ได้ แล้วอะไรคือหลักประกัน ถ้าเราจะเริ่มที่สังคม เราต้องทำอะไรบ้าง

          ในการบรรยายพูดถึงกรณีของการสุ่มตัวอย่างที่สำรวจใน 18 จังหวัด กรณี วัยรุ่นไทยเห็นว่า การคอร์รัปชั่น เป็นเรื่องที่ทำได้ ใครๆ ก็ทำกัน " ถ้าเด็กเหล่านี้โตเป็นผู้ใหญ่แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ไม่มีอะไรเป็นหลักประกัน ศีลธรรม จริยธรรมมันพัง ไม่ต้องให้ใครมาตีให้พังหรอก มันพังเอง ประเทศทั้งประเทศพังเอง" ในขณะที่อเมริกา แม้แต่พระไทยที่ไปอยู่ในแคลิฟอร์เนีย ตัวแทนจากภาครัฐก็ยังจะต้องเข้ามาดูแลจัดการให้กุฏิสำหรับ กรรมฐาน มีความเป็นอยู่ที่ดีพอ

          กลยุทธ์สีขาวในสังคม ที่พระอาจารย์ ว. วชิรเมธี อยากเห็น ก็คือสังคมที่มีความปรารถนาดี เหมือนกับเวลาที่คนไปดูหลินปิง "สังคมหลินปิง" สังคมที่มีแต่ข่าวดี

          ในส่วนของ "คุณภาพของประเทศ" กลยุทธ์สีขาว จะต้องเริ่มที่ผู้นำประเทศไอดอล ระดับผู้นำทางความคิด ที่แม้วันนี้ก็ยังอยู่ในวังวนระหว่างความเชื่อกับความจริง พระอาจารย์ได้ยกตัวอย่าง หลายตัวอย่างที่สะท้อนถึงความคิดของ คนระดับผู้นำ

          "เพราะเวลามีปัญหา เราก็จะออกแบบรัฐธรรมนูญออกมา จนกลายเป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญมากที่สุดในโลก เราพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก เราก็จะกลับไปแก้ที่เดิม คือที่รัฐธรรมนูญ เราไม่ได้มาแก้ที่วิธีคิดของประเทศ ประเทศไทยเป็นประเทศที่แปลกมาก เราอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ ในยุคที่เรา ไม่ต้องการแปลคำว่า "ซอฟต์แวร์" เป็นภาษาไทย แต่ในวิธีคิด เราอยู่ใน ยุคก่อนประวัติศาสตร์"

          "เดือนที่แล้วอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ดาราสาวคนหนึ่งขับรถไปกองถ่ายแฉลบลงข้างทาง เธอให้สัมภาษณ์ว่ารอดเพราะหลวงปู่ทวดองค์นี้จริงๆ อาตมาดูยี่ห้อรถแล้ว อาตมาสงสารเบนซ์นะ เขาทำของเขามาดีมาก ระบบความปลอดภัย แต่ยกเครดิตให้หลวงปู่ทวดหมดเลย แล้วคนขับรถคันนี้เป็นดาราลูกครึ่งด้วยนะ คุณจะเปลี่ยนวิธีคิดไหม มันสะท้อน วิธีคิดที่มาก่อนประวัติศาสตร์ไหม"

          หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง" วันหนึ่งได้ยินผู้ใหญ่คนหนึ่งพูดว่า ประเทศไทยเรายังไงก็ไม่เข้าตาจนพวกคุณรู้ไหม เพราะอะไร ผู้สื่อข่าวนั่งงง ผมจะบอกให้ เมืองไทยมีเทวดาดีๆ รักษาเอาไว้แยะ อาตมานั่งดูข่าวอยู่ แล้วก็คิดว่า แล้วตอนนี้ ทำไมเทวดาเข้าเกียร์ว่าง กันหมดเลย"

          คำถามก็คือวิธีคิดที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลแบบนี้ ครอบงำทั้งประเทศได้ไง !

          สังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบ "สะเดาะเคราะห์" แทนการ "คิดวิเคราะห์" ต่างประเทศเวลามีปัญหาเขาเรียกว่า "วิกฤต" แต่ในไทยเราเรียกว่า "มีเคราะห์" เราจะออกจากทางตันตรงนี้ไม่ได้ ถ้าเราไม่เปลี่ยนวิธีคิดของคนไทยทั้งประเทศ

          วิธีคิดที่เราติดอยู่ ในตอนนี้ก็คือถือมั่นใน "ทิฐิ มานะ" อุดมคติที่ผิด เมื่อเผยแพร่ออกไป ฆ่าคนได้นับแสนนับล้านคน อันตรายยิ่งกว่าระเบิดนิวเคลียร์นะ เพราะรัศมีการทำลายล้างไม่ถูกจำกัด ไปได้ทั่วโลก

          กรณีของศรีลังกา ก็เป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่สู้รบมายาวนานถึงสามสิบปี

          คำถามของอาตมาคือคุ้มไหมที่จะพิทักษ์อุดมการณ์เพียงอย่างเดียว แต่คนในประเทศนั้นตายหมด คุณภาพชีวิต สังคมประเทศก็ดี ที่มันเกิดขึ้น และเป็นไปในเวลานี้ อาตมาคิดว่า ผิดสำแดงอย่างยิ่ง จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องกลับมาทบทวนคุณภาพชีวิตสังคม และประเทศ เพื่อบริหารชีวิต สังคม และประเทศให้เป็นชีวิตที่พึงประสงค์

          สังคมที่พึงประสงค์ และประเทศที่พึงประสงค์ จะต้องหยิบยกเอากลยุทธ์ สีขาวมาใช้ นั่นคือธรรมะนำทาง ถ้าเราเอาวัตถุนิยมล้วนๆ นำทาง เราจะเจอทางตัน เหมือนที่โลก ถูกตบหน้าด้วยวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ในเวลานี้แล้วสะเทือนทั่วทั้งโลกในเวลานี้ปัญญาชนทั่วโลกกำลังกลับ หลังหันแล้วแสวงหาหลักคิดใหม่ บางทีอาจจะต้องส่งออกจากประเทศไทย เพราะประเทศไทยได้สั่งสมเอาภูมิธรรมที่ดีที่สุดแหล่งหนึ่งเอาไว้ในประเทศ ไทยอย่างสมบูรณ์ที่สุด นั่นก็คือเราเป็นบ้านเมืองที่มีสันติภาพ สยามเมืองยิ้ม ความอยู่เย็นเป็นสุขที่เราเคยมี ถ้าเรานำกลับมาได้ โลกก็จะเปลี่ยนตามเรา

          ทั้งหมดนี้พูดเพราะอยากให้มีความหวัง เพราะมนุษย์มักเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากความล้มเหลว และมนุษย์ มักจะล้มเหลวได้มากที่สุดจากความสำเร็จ

Last Updated ( Monday, 12 October 2009 12:39 )
 
ข่าวจากการสัมมนา PDF Print E-mail
  
Wednesday, 27 May 2009 11:15
วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6753 ข่าวสดรายวัน


วิกฤตศก.แห่ทำธุรกิจหมอดู-ร.ร.ธรรมะ




นายสมชาย หาญหิรัญ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่อง "DIE HARD SMEs วิธีอยู่รอดบนภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต" ว่า ในช่วงวิกฤตแบบนี้อย่าถูกหลอกด้วยตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เพราะถ้าเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปีนี้คงติดลบมากแน่นอน แต่เชื่อว่าตัวเลขการขยายตัวช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้จะต้องดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนแน่นอน เนื่องจากไตรมาส 4 ของปี"51 การขยายตัวต่างๆ อยู่ในระดับติดลบมหาศาล แต่ถ้าเทียบตัวเลขการขยายตัวเดือนต่อเดือน ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้จะเห็นว่าบางอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัวขึ้นบ้างแล้ว

ด้านนายตัน ภาสกรนที ประธานกรรมการบริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึงมุมมองการทำธุรกิจให้อยู่รอดในภาวะวิกฤตแบบนี้ว่า มองว่าธุรกิจวันนี้เหมือนสึนามิที่พอผ่านไป 5 ชั่วโมงก็จะรู้ว่าใครจะอยู่รอด ดังนั้นจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมากนัก เพราะจะยิ่งทำให้รู้สึกท้อแท้และบั่นทอนกำลังใจการทำงาน โดยต้องยอมรับว่าวิกฤตยังมีหนักกว่านี้อีก และเชื่อว่าเมื่อธุรกิจไหนที่เวลาลงหนัก เวลาขึ้นก็แรงเท่ากัน

นางบุญเจือ วงษ์เกษม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาผู้ประกอบการ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้สนใจมาขอลงทะเบียนสมัครเป็นผู้ประกอบการใหม่ (เอ็นอีซี) มากถึง 1.4 หมื่นราย โดยทางกรมส่งเสริมฯ ได้คัดเลือกผู้ประกอบการเหลือเพียง 7 พันราย และคาดว่าน่าจะเกิดผู้ประกอบการใหม่เพียง 1.4 พันรายเท่านั้น เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 20% กว่า ที่ถูกคัดออกเป็นเด็กจบใหม่ที่ยังขาดความรู้และขาดประสบการณ์

"ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้ธุรกิจที่มีผู้ประกอบการสนใจขอรับคำปรึกษามาก คือหมอดู ซึ่งในระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่เคยเห็นคนสนใจทำธุรกิจหมอดูมากแบบนี้มาก่อน นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการสนใจที่จะตั้งโรงเรียนสอนธรรมะ ดนตรี และติวเตอร์ ส่วนธุรกิจภาคการค้าและการผลิตช่วงนี้คงเกิดยาก เพราะต้องใช้เงินลงทุนเยอะ" นางบุญเจือกล่าว
Last Updated ( Saturday, 30 May 2009 13:52 )
 
ข่าวจากการสัมมนา PDF Print E-mail
  
Wednesday, 27 May 2009 11:12
ธุรกิจหมอดู/สอนธรรมะบูม

โพสต์ทูเดย์ วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ระบุผู้ประกอบการใหม่สนใจทำธุรกิจหมอดู เปิดโรงเรียนธรรมะ ดนตรี เพิ่มมากขึ้น

 

นาง บุญเจือ วงษ์เกษม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาผู้ประกอบการ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยในงานสัมมนา “DIE HARD SMEs วิธีอยู่รอดบนภาวะวิกฤตซ้อน วิกฤต” ว่า ปัจจุบันมีผู้สนใจขอลงทะเบียน สมัครเป็นผู้ประกอบการใหม่ (เอ็นอีซี) มาก 1.4 หมื่นราย

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ซึ่งสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ จะเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในธุรกิจหมอดู เป็นกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นคนสนใจทำธุรกิจหมอดูมากแบบนี้มาก่อน โดยเฉพาะสอนดูดวง เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยม และภาคธุรกิจต่างก็สนใจพึ่งพาหมอดูเพื่อเป็นที่พึ่งทางจิตใจ

รวม ทั้งเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าการตลาดสูงมาก ต่างจากธุรกิจอื่นทั้งการค้าและการผลิต มักจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก จนหลายรายต้องปิดกิจการ

นอก จากนี้ ยังมีผู้ประกอบการสนใจที่จะตั้งโรงเรียนสอนธรรมะ ดนตรี และติวเตอร์ ส่วนธุรกิจภาคการค้าและการผลิตช่วงนี้คงเกิดยาก เพราะต้องใช้เงินลงทุนเยอะ

ผู้อำนวยการกรมส่งเสริมฯ กล่าวว่า จะคัดผู้ประกอบการใหม่ 1.4 หมื่นราย เหลือ 7,000 ราย และคาดจะสร้างผู้ประกอบการใหม่ได้ 1,400 ราย

“ที่ ผ่านมากรมไม่เคยเจอ ผู้ประกอบการใหม่ที่เปิดธุรกิจเปิดสอนดูดวง แต่ปีนี้เริ่มมี เพราะเชื่อว่าจะมีคนสนใจมาเรียนมาก เพราะผู้ที่เรียนจบและมีใบรับรอง เปิดกิจการดูดวงได้ หรือเรียนรู้เพื่อดู ดวงให้กับเพื่อนในกลุ่ม นอกจากนี้ เอสเอ็มอียังสนใจเปิดกิจการติวเตอร์ เพื่อสอนความรู้แก่ผู้ที่ต้องการสอบในแต่ละสาขา รวมถึงโรงเรียนสอนดนตรีและโรงเรียนฝึกสุนัข” นางบุญเจือ กล่าว

สำหรับ ตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบัน กรมสร้างผู้ประกอบการใหม่ 8,000 ราย คาดจะอยู่รอด 50% เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ เงินทุนและยอดขายที่ลดลง โดยกลุ่มที่ปิดกิจการส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมชิ้นส่วน ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ สมุนไพร กาแฟ

ด้านนายสมชาย หาญหิรัญ รอง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า 3 ไตรมาสในปีนี้ คาดว่าตัวเลขทุกอย่างจะติดลบแน่ ทั้งการส่งออก การเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่หากเทียบเป็น รายเดือนจะเห็นสัญญาณว่าดีขึ้น

Last Updated ( Saturday, 30 May 2009 13:51 )
 
ข่าวจากการสัมมนา NEC FORUM PDF Print E-mail
  
Tuesday, 26 May 2009 14:24

เปิดสูตรเอสเอ็มอีอยู่ให้รอดท่ามกลางวิกฤติ

เอสเอ็มอีแย่..หลากวิกฤติรุมกระหน่ำ ถึงเวลาปรับเปลี่ยน เพื่ออยู่รอด

ดร.สมชาย หาญหิรัญ รองผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในเวทีสัมมนา "DIE HARD SMEs วิธีอยู่รอดบนภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต" ซึ่งจัดโดยเครือข่ายผู้ประกอบการใหม่ร่วมกับสำนักพัฒนาผู้ประกอบการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า สถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแตกต่างจากปี 2540 เพราะครั้งที่ผ่านมาเป็นเหมือนไฟไหม้ในบ้าน วิกฤติกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรง และรวดเร็ว โดยอาจตั้งตัวไม่ทัน แต่ฟื้นตัวเร็ว

ขณะที่ครั้งนี้เป็นเหมือนไฟไหม้บ้านลูกค้า โดยที่ผู้ประกอบการไม่สามารถคาดเดาจุดสิ้นสุดของเหตุการณ์ได้ จึงมองว่าเป็นสถานการณ์ที่หนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบเอสเอ็มอี ซึ่งผูกติดกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่พึ่งพากันส่งออกเป็นหลัก จะได้รับผลกระทบหนักมาก

"วันนี้หนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะโรงงานของเราทำงานปกติ ผลิตสินค้าที่ดี แต่ไม่มีคนซื้อ เหนื่อยที่ทุกอย่างอยู่เหนือการควบคุมของเรา โดยจากข้อมูลผลผลิตอุตสาหกรรมที่ผ่านมาพบว่าเราใช้เวลาเพียง 3 เดือน ที่ผลผลิตลดลงไปเท่ากับปี 2548 หรือย้อนหลังไป 4 ปี ทั้งที่ต้องใช้เวลานาน"

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาและทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ เอสเอ็มอีต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง เช่น การพัฒนาเทคโนโลยี พัฒนาสินค้าให้มีคุณค่าสูงขึ้น และพัฒนาตัวเอง โดยคนที่จะอยู่รอดได้ไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งแต่คือคนที่ปรับตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง

"เอสเอ็มอีต้องหนักแน่น และหาพันธมิตรทางธุรกิจ ผมมองว่าการเป็นผู้ประกอบการอยู่ที่ใจ หากเรามีวิญญาณของผู้ประกอบการที่ดี ก็จะสามารถผ่านสถานการณ์นี้ไปได้" 

นายสมชาติ ลีลาไกรศร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด และส่งเสริมธุรกิจ ลูกค้าผู้ประกอบการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปัญหาของเอสเอ็มอีมาจาก 2 ส่วนสำคัญ คือ 1 เรื่องโครงสร้างต้นทุน และ 2. วิสัยทัศน์ทางการตลาด มองว่าผู้ประกอบการต้องกลับมามองโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง และเปลี่ยนวิสัยทัศน์ทางการตลาด จากที่มุ่งขายสินค้าด้วยวิธียัดเยียด เปลี่ยนมาทำอย่างไร ให้ลูกค้าอยากซื้อสินค้ากับบริษัท

"เราต้องรู้ต้นทุนของเราว่ามากน้อยแค่ไหน และทำอย่างไรให้คนรู้ว่าของเราดี"

สำหรับข้อเสนอแนะในการปรับตัว นายสมชาติ บอกว่า เอสเอ็มอีอย่าสร้างหนี้จนเกินตัว รวมถึงการบริหารกระแสเงินสดมีวินัยทางการเงิน และวางแผนระบบงานตั้งแต่ต้น ให้ธุรกิจสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองแม้ไม่มีเถ้าแก่

สังเกตได้ว่าธุรกิจปีนี้สิ่งที่เราได้รับผลกระทบ คือ การใช้จ่ายของลูกค้าที่ลดลง จึงอยากให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนความคิด แทนที่จะตั้งคำถามว่า

"ทำไมยอดขายถึงตกลง แต่ให้ถามว่า ทำไมลูกค้าถึงไม่ซื้อสินค้าของเรา เพราะลูกค้าไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่ซื้อหรือใช้จ่ายน้อยลงเท่านั้น"

การเปลี่ยนมุมมอง จึงจะทำให้ผู้ประกอบการเห็นช่องทางที่จะเติบโตต่อไปได้

นอกจากนี้ 3 ปีที่ผ่านมา กสิกรไทยจัดสัมมนาเยอะมาก สิ่งที่พบ คือ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมสัมมนาเวลาธุรกิจอย่างล้นหลามตามไปด้วย เพราะาช่วงธุรกิจยุ่งคนมักไม่ออกมาหาความรู้ แต่เมื่อมีเวลาว่าง ก็จะสามารถใช้เวลาเติมหาความรู้

"ตัวเลขเมื่อต้นปีที่ผ่านมาพบว่า มีผู้ประกอบการเกิดใหม่ประมาณ 1 หมื่นราย สิ่งที่น่าตกใจคือ จำนวนถึงครึ่งหนึ่งได้หายไปแล้ว พบว่าผู้ที่ยังอยู่รอดและประสบความสำเร็จประมาณ 20% เท่านั้น จากหมื่นรายเหลือเพียงไม่กี่ราย

ปัญหาสำคัญคือ คนไทยชอบทำตามกันไปโดยมองว่าธุรกิจไหนที่กำลังได้รับความนิยม ก็จะแห่แหนทำตามกันไป แต่ลืมคิดไปว่า ตลาดยังคงเท่าเดิม ความต้องการเท่าเดิม แต่จำนวนผู้ผลิตเท่าเดิม จึงมองว่าสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำหลังนี้ คือ อย่าทำอะไรที่เหมือนคนอื่น หรือหากจะต้องเหมือนหรือเป็นธุรกิจประเภทเดียวกัน ก็ให้หาจุดแตกต่างของตัวเองได้"

ขณะที่นายตัน ภาสกรนที ประธานกรรมการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า การเกิดวิกฤติถือเป็นเรื่องธรรมดา และวิกฤติเกิดขึ้นทุกปี จึงไม่อยากให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จนบั่นทอนจิตใจในการทำธุรกิจ เพราะยังเชื่อว่าในวิกฤติยังมีโอกาสที่ผู้ประกอบการจะเข้าไปสร้างความสาาได้เปรียบให้กับตัวเองได้

"เศรษฐกิจไม่ดีบริษัทใหญ่หยุดหมด ถ้าเราทำแบบนั้นก็มีแต่ เจ๊า กับ เจ๊ง แต่ผมจะทำตรงกันข้ามสิ่งที่ผมได้คือ เจ๊า กับ รวย โดยเฉพาะหากทำให้ถูก และทำให้โดน มันจะได้ 2 เด้ง"

อย่างไรก็ตา เขาบอกว่า สิ่งสำคัญคือ ผู้ประกอบการต้องมีความพร้อม เพราะธุรกิจเปลี่ยนแปลงเร็ว แม้แต่โอกาสที่เกิดขึ้นก็อยู่ไม่นาน หากผู้ประกอบการไม่มีความพร้อม เพราะไม่สามารถสัมผัสความสำเร็จได้ โดยให้เริ่มเตรียมความพร้อมจากสิ่งที่ตัวเองมี เช่น เปลี่ยนวิธีการขาย และดึงคนเก่งเข้ามาทำงานด้วย รวมถึงการออกไปเจอกับสิ่งใหม่ๆ ไม่ตีกรอบตัวเองอยู่แค่ปัญหาในองค์กร

"เราก็จะประสบความสำเร็จได้"

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

วันที่ 26 พฤษภาคม 2552 03:12
Last Updated ( Tuesday, 26 May 2009 14:33 )
 
อีเบย์หนุนSMEsขายสินค้าออนไลน์ PDF Print E-mail
  
Saturday, 21 February 2009 07:00

นายปราโมทย์ วิทยาสุข (ซ้าย) อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และมร. โอลิเวอร์ ฮัว (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ อีเบย์ ประเทศจีนและภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมลงนามความร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในโครงการ “เสริมทัพธุรกิจ SMEs ด้วยอีคอมเมิร์ซ”
       อีเบย์ร่วมมือกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผุดโครงการ”เสริมทัพธุรกิจ SMEs ด้วยอีคอมเมิร์ซ” หวังสร้างความแข็งแกร่งให้ SMEs ไทย ขายสินค้าออนไลน์ขยายตลาดทั่วโลกพร้อมลดต้นทุนยุคเศรษฐกิจเป็นหมัน ใจป้ำลดค่าธรรมเนียมวางขายสินค้า 25 % จูงใช้อีเบย์เป็นช่องทางขายสินค้า
       
       อีเบย์ ลงนามความร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในโครงการ “เสริมทัพธุรกิจ SMEs ด้วยอีคอมเมิร์ซ”  เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs)  ให้สามารถดำเนินกิจการและขยายกิจการให้ดียิ่งขึ้น โดยอีเบย์จะให้การสนับสนุนการให้ความรู้เกี่ยวกับการขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ในเชิงลึกเป็นเวลา 1 ปี
       
       นายโอลิเวอร์ ฮัว ประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ อีเบย์ ประเทศจีน และภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมาตลาดในประเทศไทยมีมูลค่าการซื้อขายเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 22 %  และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
       
       “การสนับสนุนให้ความรู้และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขายสินค้าผ่านออนไลน์จะช่วยลดต้นทุนในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว ทั้งยังจะช่วยขยายตลาด SMEs ไทยสู่ตลาดโลกได้มากยิ่งขึ้น ภายใต้ความร่วมมือนี้อีเบย์และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจะสนับสนุนซึ่งกันและกันในการแลกเปลี่ยนข้อมูล บุคลากร และทรัพยากรอื่นๆ” มร.โอลิเวอร์กล่าว
       
       สำหรับธุรกิจ SMEs ไทยที่ผ่านมาได้รับการยอมรับและเป็นที่ต้องการอย่างมากได้แก่ สินค้าประเภท อัญมณี เครื่องประดับ สินส่วนและอะไหล่รถยนต์ หากสามารถขยายช่องทางขายสินค้าออนไลน์ให้แก่ผู้ประกอบการจะช่วยเพิ่มรายได้แก่ประเทศมากยิ่งขึ้น
       
       นอกจากนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ SMEs ไทย เข้ามาใช้อีเบย์เป็นช่องทางซื้อขายสินค้า อีเบย์ได้ลดค่าธรรมเนียมสูงสุด 25 % สำหรับการวางขายสินค้าให้ผู้ประกอบการ 100 รายแรกที่เข้าเป็นสมาชิกโครงการ
       

       นายปราโมทย์ วิทยาสุข อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  เปิดเผยถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า  เป็นการช่วยเสริมสร้างการเติบโตให้แก่ SMEs ไทย และขยายตลาดผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต เข้าถึงผู้ซื้อทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการมีศักยภาพเพียงพอและมีสินค้ามากมายหลายประเภท
       
       สำหรับความร่วมมือครั้งนี้จะครอบคลุมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด การขาย และการฝึกอบรมให้ความรู้ร่วมกัน เช่น การจัดสัมมนา การอบรมเชิงปฏิบัติการและการให้คำปรึกษาเชิงลึก เป็นต้น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์19 กุมภาพันธ์ 2552 10:31 น.

Last Updated ( Saturday, 21 February 2009 08:02 )
 
<< Start < Prev 1 2 3 Next > End >>

Page 1 of 3